ravi's profileI am Grajok(ฉันกระจอกๆ)PhotosBlogListsMore Tools Help

ravi

Occupation
Location
Interests
I'm just a girl, who really want to be happy!...

I am Grajok(ฉันกระจอกๆ)

เหนื่อยนัก ก็พักที่นี่
Photo 1 of 77
More albums (59)
June 12

ข้าพเจ้าปีที่ 28

ภาคที่ 1 : นิยามของคำว่า "ข้าพเจ้า
แปลกไหมคะ ที่อยู่ๆที่จะพูด จะคิด จะเขียนอะไรสักอย่างในที่นี้ต้องคิดแล้วคิดอีก เขียนแล้วเขียนอีกและลบแล้วลบเล่าทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยเป็น นี่หล่ะมั๊งที่เค้าเรียกว่าผลของการมีอายุที่มากขึ้นๆ อายุเยอะแล้วจริงๆนะเนี้ย  ถ้าคิดเล่นๆคนไม่ดูแลตัวเองอย่างข้าพเจ้าคาดว่าหกสิบนี่ตึ๊กละ โห๊ะ... ครึ่งชีวิตแล้วค่ะ
ชีวิตที่ผ่านมาถึงจะมีเศร้าบ้าง ร้องให้ก็บ่อย หัวเราะก็ดัง เหงาก็ประจำข้าพเจ้าก็ไม่เคยรู้สึกว่าทุกข์มันจะมากกว่าสุขไปได้ ข้าพเจ้าว่ามนุษย์อย่างเราๆโดยเฉพาะข้าพเจ้า ต่างก็อยากจะมีความสุขกันทั้งนั้น ยิ่งเราประสบกับความทุกข์มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องดิ้นรนเพื่อให้ตนเอง ยิ้มได้และกลับมามีเสียงหัวเราะอีกครั้ง นั่นแหละความวิเศษของการมีชีวิตอยู่ คือ อยู่อย่างไรให้เป็นสุข
แต่ถ้าอยากจะสุขซธจนต้องไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน อันนี้เรียกว่า การเบียดเบียน ดังนั้นสุขที่แท้จริง คือสุขที่เกิดขึ้นจากภายใน จากเราและแบ่งปันไปยังผู้อื่น มิใช่สุขแค่เปลือก ซึ่งเกิดจากการเบียนเบียนเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์โลกตาดำๆ ข้าพเจ้าเชื่อในการมีชีวิตอยู่อย่างไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้ายและไม่รังแกใคร
ผลจากการตั้งจิตมั่นในประเด็นนี้ ทำให้ข้าพเจ้ามิต้องไประแวงว่าจะมีใครมาประสงค์ร้าย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดดี ทำดี ไม่เบียดเบียนเมื่อนั้นเราก็ไม่ต้องไปสร้างเจ้ากรรม นายเวร
ตอนนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่า ความสุขที่ข้าพเจ้ามีแม้ไม่สามารถแบ่งปันไปยังทุกคนบนโลกนี้ได้ แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเมื่อเริ่มที่ตัวเองไม่ช้า บุญบารมีที่เราสั่งสมก็จะส่งผลไปให้ให้ที่อยู่รอบๆตัวของข้าพเจ้าพลอยเป็นสุขไปด้วย เมื่อนั้นข้าพเจ้าเชื่อว่าบุญกุศลที่เกิดขึ้น จะนำพาเราๆท่านๆให้พบเจอแต่ความสุข ความเจิญในชีวิต ทุกเมื่อ
เหล่านี้เป็นคำอธิฐานจิตของข้าพเจ้าเสมอ "ขอให้ข้าพเจ้าได้ทำดีทุกเมือ ขอให้ข้าพเจ้าได้ทำเพื่อผุ้อื่นเสมอ ขอให้สัตรู ผู้อาฆาตมาตรร้าย จงพบเจอแต่ความสุขความเจริญ ขออย่าให้ข้าพเจ้าต้องเบียดเบียนผู้ใดอีกเลย"
เหล่านี้แม้ยังทำได้ไม่ทั้งหมดแต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า อย่างน้อยข้าพเจ้าก็ได้เริ่มแล้ว
หลายคนแค่เห็นก็อาจจะคิดว่า ข้าพเจ้าเป็นเพียงคนบ้าคนหนึ่งที่บุคคลิกดูแปลกๆ ชอบทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน ดูแล้วไม่น่าคบค้าสมาคม  เหล่านี้ข้าพเจ้ามิสามารถไปอธิบายให้ทุกคนได้เห็นแก่นแท้ ของข้าพเจ้าได้ จนกว่าเค้าจะได้สัมผัส และเมื่อท่านได้เริ่มต้นนเรียนรู้ ท่านก็จะเริ่มงง ตกลง มันเป็นคนยังไงของมัน อันนี้แหละที่เราต้องพูดกันยาวมากเพราะเรามักจะมองและสรุปกันง่ายๆ จากสิ่งที่เราเห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยกายสัมผัส แต่มากไปกว่านั้น มนุษย์เป็นสิ่งพิเศษ ที่หากสามารถมองผ่านกาย ภายนอกไปถึงแก่นของคนนั้นๆ เราจะพบว่า คุณค่าของมนุษไม่ได้วัดกันที่เค้าอ้วน ต่ำ ดำ ขาว สาว สวย หมวย เอ๊กซ์ แต่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามเกิดมาพร้อมคุณค่าที่เท่าเทียมเพียงแต่ใครจะไปเพิ่มหรือลดคุณค่านั้นๆของตนเองลงก็เท่านั้นเอง
นี่แหละ ที่กำลังจะบอกว่า ตอนนี้เมื่อตอนข้าพเจ้าอายุย่าง 30 ข้าพเจ้าคิดได้ว่า ข้าพเจ้า
1. ไม่อยากเบียนเบียนสิ่งมีชีวิตใดๆ พิสูจน์ได้จากการที่เราไม่เอากินสิ่งเนื้อสัตว์ ไม่ไปเบียดเบียนใคร บุญกุศลที่เกิดขึ้น ทำให้เราสุข สงบ ไม่ถูกรังควาญและเชื่อว่า หลายครังเราได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่นเสมอๆ

2. ให้และทำเพื่อผู้อื่นทุกเมื่อ อะไรก็ตามที่ข้าพเจ้าทำเพื่อผู้อื่นได้ ข้าพเจ้าก็จะทำค่ะ แต่มันก็ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของ การไม่เบียดเบียนตนเอง เราตั้งจิตตมั่นว่าจะไม่เบียดเบียนใคร แต่ถ้าเราเบียดเบียนตนเอง ทำให้ตนเองเป็นทุกข์ เดือดร้อน ไม่สบายใจ ไม่เป้นตัวของตัวเอง ทางนี้ก็คงไม่ใช่ เพราะฉะนั้น การให้ที่ถูกในทางของข้าพเจ้าคือ ต้องเป็นเหตุเป็นผลและยืนอยู่บนพื้นฐานของการไม่เบียนเบียนตนเองและผู้อื่น

3. แสวงหาสุข หาทางดับทุกข์ อะไรก็ตามที่เป็นทุกข์ ก็พยายาม ลด ละ เลิกหรือวางเฉยมันซะ และในขณะเดียวกัน อะไรที่สุข สงบและเย็นเราก็วิ่งเข้าหา แต่ไม่ใช่สุขแบบจอมปลอม เช่น เมื่อได้สิ่งนั้น สิ่งนี้ แล้วจึงจะเป็นสุข อันนี้เรียกว่าการสร้างเงื่อนไขแห่งสุข สุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการมีหรือไม่มีสิ่งใด แต่เกิดจากการรู้จักพอต่อสิ่งนั้นๆข้าพเจ้าจำได้ว่า ตอนเงินเดือน 4000 สมัยที่ทงานใหม่ๆก้เป็นสุขได้ ทำงานแทบตาบเงินเดือนทะลุ 70000 มันก็สุขเท่าอีตอนได้เงินเดือน 4000 นั่นแหละ เพระฉะนั้นดัชนีความสุขของข้าพเจ้าไม่ได้มีเงินเป็นดัชนีชี้วัดความสุข แต่ความรู้จักพอและประมาณตนต่างหากที่ทำให้ข้าพเจ้าสุขอย่างแท้จริง 2 เดือนที่แล้วข้าพเจ้ากระแดะไปรับจ๊อบพิเศษได้เงินเยอะขึ้นก็จริงๆ แต่ความสุขในชีวิตหายไปหมดเลย ไม่ได้เจอเพื่อน ไม่ได้นั่งร้านกาแฟ ไม่ได้ขี่รถร่อนไป ร่อนมา แถมกดดัน ทำให้งานหลักกระทบกระเทือนอีกต่างหาก จึงทำให้กลับมาตระหนักว่า "จงประมาณตนและรู้จักพอ"

พูดเรื่องสุขนี่พูดได้ยาวนะค่ะ ใครยากฟัง ข้าพเจ้าพูดได้เป็นวันๆเลยค่ะ(ยิ้ม)

4.มีพื้นที่ส่วนตัวของตนเองที่สงวนไว้ และในขณะเดียวกันก็เคารพพื้นที่ส่วนตัวของผู้อื่น การที่เราละเอียดอ่อนต่อความรู้สึก นึกคิดของผู้อื่น ทำให้เรากลายเป้นผู้ร้ายในคราบคนดีได้นะค่ะ นานมาแล้หล่ะค่ะ(หมายถึง ตอนนี้ไม่เป้นแล้ว) ข้าพเจ้าชอบเอาพื้นที่ส่วนตัวของตนไปซ้อนทับกับพื้นที่ของคนอื่นได้อย่างแยบยล จนพอทั้งเราและเค้ามารู้ตัวกลายเป็นว่า เราและเค้าขาดกันไม่ได้เลย เมื่อต้องห่างไกล หรือจากลามันจึงเต็มไปด้วย ทุกข์และน้ำตา บทเรียนครั้งนั้นสอนให้รู้ว่า เราต้องมีพื้นที่ส่วนตัวกว้างพอประมาณ เพื่อป้องกันไม่ให้ตน ต้องเจ็บจนเกินไปและในขณะเเดยวกัน พื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น จงเคารพ เข้าไปพอประมาณ เท่าที่จำเป้นและสมควร เมื่อวันหนึ่งที่เราและเค้ามีเหตุลและปัจจัยต้องจากลา เราจะได้ยอมรับได้และไม่ต้องทุกทรมานมากมายอย่างในอดีต

5. เข้าใจอดีต อยู่กับปัจจุบันและวางแผนเพื่ออนาคต หลายคนจมปลักอยู่กับอดีต คนบางคนผ่านมาเกือบทั้งชีวิต ยังไม่ลืมความรู้สึกนั้นๆเลย หมายความว่า คน คนนั้น ไม่ได้ทุกข์แค่ตอนที่เค้าประสบเหตุแห่งทุกข์นั้นๆเพียงเท่านั้น แต่คน คนนั้น ยังหอบหิ้วเอาทุกข์ที่ท่าจะหนักอึ้งไปตลอดชีวิต แล้วเราจะไปแบกทุกข์นั้นมาทำไม ก็แค่ทำความเข้าใจ ยอมรับและก็ทิ้งมันไว้ตรงนั้น แต่ไม่ใช่วิ่งหนีนะ เพราะวิ่งหนี คือไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ แต่ยังรู้สึกถึงทุกข์นั้นๆอยู่ทุกขณะจิต ในขณะเดียวกันก็หลอกตัวเองว่า ไม่ใช่ ไม่ใช่ อารมณืเหมือนหมา วันดีคืนดีลุกขึ้นมาวิ่งไล่กัดหางตนเอง มันคงกัดได้หละเนาะ นั่น เหมือนคนหนีอดีต ไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ หลอกตนเองและเป้นทุกข์ ดังนั้น อดีตจึงมีไว้ให้ทำความเข้าใจ ยอมรับและทิ้งมันไว้ตรงนั้น ไม่ต้องแบกมันไปทั้งชีวิตอีกแล้ว

ปัจจุบัน ถามว่า อะไรคือปัจจุบัน ขณะนี้ เดียวนี้ที่เรารุ้สึกได้ คือปัจจุบันและมันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด หลายคนคิดว่า วันนี้คือปัจจุบัน แต่สำหรับข้าพเจ้า วันนี้ไม่ใช่ทั้งหมดของปัจจุบัน เพราะทั้งหมดของปัจจุบัน คือ วินานทีนี้ ที่เรารู้สึกได้ด้วยตนเอง งั้นมันก็ไม่สำคัญ เพราะอย่างตอนนี้ข้าพจ้าหรือเราๆท่านๆอาจจะกำลังทำเรื่องไร้สาระ เรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือบางทีเราอาจจะกำลังไม่ได้อะไรเลย เหล่านี้จึงเป้นเหตุผลว่า ทำไม ปัจจุบันขณะจึงสำคัญที่สุด เพราะหากเราระลึกได้ มีสติ เราก็จะรู้ว่า เราควรหรือไม่ควร ทำอะไร นั่นเอง ความพิเศาของมนุษย์คือ เมื่อเรารู้สึกได้และลงมือปฏิบัติ มันไม่เคยสายเกินไป แต่เพราะรู้สึกไม่ได้และไม่ยอมทำนั่นแหละที่สายเสียแล้ว สรุปคือ ปัจจุบัน ต้องมาคู่กับสติและการระลึกได้ ตระหนักรู้ว่าเราควรหรือไม่ควรทำอะไรและลงมือทำมันซะ เท่านั้นเอง

อนาคต จริงๆข้าพเจ้าคิดว่าคนเราน่าจะพูดถึงอนาคตได้น้อยที่สุดเพระมันยังมาไม่ถึงและมันจะมาหรือเปล่าเราก็ไม่อาจจะรับรู้ได้เลย ข้าพเจ้าเองเป็นคนไม่ชอบพูดถึงอนาคตเท่าไหร่นัก เพราะกลัวว่ามันจะไม่เป็นอย่างนั้น พูดไปก็อายเค้าเปล่าๆ แต่ในขณะเดียวกัน หากเราไม่มีภาพของอนาคตเลย เราก็จะกลายเป็นคนไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต ทางสายกลางของข้าพเจ้าเมื่อพูดถึงอนาคต คือ การที่เราสามรถประมาณตนได้ว่า เรามีความสารถมากน้อยแค่ไหนและทำปัจจุบันได้ดีเท่าไหร่ นั่นแหละดัชนีชี้วัดอนาคตได้ดีที่สุด ถึงตอนนี้ถ้าปัจจุบันเราเป็น Ngos ทำงานสายสังคม เราก็คงวางอนาคตตัวเองไว้บนเส้นทางนี้ แต่รูปแบบมันคงจะเปลี่ยนไปและมีพัฒนาการที่ดีๆ ทั้งผลของงานและความสุขในชีวิต ข้าพเจ้าไม่อยากมีแต่ภาพของอนาคตที่เติมไปด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ เพียงอยากมีภาพของงานที่เราได้ทำไปและความสุขที่เกิดจากการทำงานเพื่อคนอื่นได้มากขึ้นๆ นั่นแหละ อนาคตของข้าพเจ้า

ในขณะที่พูดอยู่นี้ ข้าพเจ้ายืนยันว่าข้าพเจ้าไม่ได้ทำได้ทุกอย่าง แต่ตั้งจิตมั่นว่าอยากจะเดินทางสายนี้ สายที่ถูกออกแบบมาด้วยชีวิตและประสบการณ์ของตน สุดท้ายมันก็คงต้องลองผิดลองถูก และที่พูดถึง คือในขณะที่ข้าพเจ้าอายุ 28 ปี ไม่แน่เมื่อข้าพเจ้าอายุสัก 50 ปี ที่คิดทั้งหมดตอนนี้อาจจะคนละเรื่องกับตอนนั้นก็เป็นได้ อย่าตั้งความหวังกับข้าพเจ้ามากจนเกินไป ข้าพเจ้ามันก็แค่ คนหนึ่งคนเท่านั้นเอง

พูดถึงแต่เรื่องดีๆ เอาที่ไม่ดีมาพูดทมั่งดีกว่าเนาะ

1. ดื่ม เมา อ๊วก ไม่อยากอธิบาย เพราะมันเป็นเรื่องส่วนบุคคลเหลือเกิน เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านมีโอกาสได้เห็นข้าพเจ้า ดื่ม เมาและอ๊วก นั่นหมายถึงท่านเข้ามาสู่โลกส่วนตัวในอีกระดับหนึ่งของข้าพเจ้าแล้ว เพราะปกติข้าพเจ้าถือว่า การดื่ม เป็นเรื่องส่วนตัว เวลาเมาข้าพเจ้าไม่ได้ไป ระรานใครและถ้าเมาข้าพเจ้าก็จะขาดสติ ยั้งคิดทจิตตก สามารถหัวเราะและร้องให้ไปพร้อมๆกัน เพราะงั้น ข้าพเจ้าก็จะดื่มเฉพาะกับเพื่อนๆและคนสนิทที่ข้าพเจ้าไว้ใจเท่านั้น

2. รัก โลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา ตันหาและอื่นๆ ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของแสลงสำหรับข้าพเจ้า เพราะมันเติมไปด้วยความรู้สึกเป็นทุกข์เมื่อมีสิ่งเหล้านี้บังเกิด ข้าพเจ้าสังเกตุว่า เหล่านี้ มันเป็นเพียงอารมณืชั่วขณะจิตที่เราไม่มีสติ ยั้งคิด ของเหล่านี้ หลง มัวเมาได้ง่าย และสลัดออกไปยาก เกิดขึ้นได้แทบทุกขณะจิตที่ไร้ซึ่งสติ ตราบเท่าที่เรายังเป็นคน เราคงหนีมันไม่ได้ แต่เราจำเป้นจะต้องฝึกตนเเพ่อควบคุมไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาทำลาย คุณงาม ความดีและบุญกุศลที่เราสะสมไปยังชาติภพถัดไป (เอิ๊ก)

3.ไม่รักก็เกลียด ข้าพเจ้าเป็นคนที่มอบคุณค่าให้กับคนที่รู้จักเพียงสองสถานะ ตราบใดที่ข้าพเจ้าพูดคุยกับท่านเป็นปกติ นั่นหมายความว่าข้าพเจ้ารักท่านแล้ว แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ข้าพเจ้าปิดช่องทางการติดต่อกับท่าน หนีท่าน และเงียบแสดงว่าข้าพเจ้าเริ่มเกลียดท่านแล้ว ข้าพเจ้ารู้ว่านี่เป็นข้อเสียที่แย่ที่สุดก็ว่าได้ แต่ก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่อารมณ์เกลียดมันหายไป ความรักก็กลับมา ข้าพเจ้าก็จะตีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สงสารก็แต่คนที่โดน บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป ... ขอโทษ (จบภาคที่ 1)

November 05

..ความรักงดงามเสมอ

..ความรักงดงามเสมอ
 

เพียงไม่กี่วันที่ผ่านมา

... ข้าพเจ้าก็พบว่า....

ความรักมีหลายแง่มุมเหลือเกิน

ไม่ว่าจะรักแล้วเก็บไว้

ไม่ว่าจะบอกวันนี้

ไม่ว่าจะบอกพรุ่งนี้

ข้าพเจ้าก็ยังคงต้องเจ็บปวด

เพราะใครบางคนที่ข้าพเจ้ารัก ...ไม่สามารถรักข้าพเจ้าได้

ถ้าวันนั้นข้าพเจ้าไม่ได้บอกรักใครคนนั้น

แล้วถ้าวันนั้นข้าพเจ้าตายจากอุบัติเหตุ ...ข้าพเจ้าคงเสียใจ

แต่เพราะข้าพเจ้าได้บอกใครคนนั้นไปแล้ว

และเพราะข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่

นั่นคือสิ่งที่สวยงาม

เพราะอย่างน้อยข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า ...

ข้าพเจ้ายังคงพอมีเวลาที่จะพิสูจน์ให้เธอเห็นว่า

"ข้าพเจ้ารักและจริงใจ"

ถึงแม้มากสุดจะได้...แค่รัก

แต่ก็เป็น...แค่รัก ทั้งหัวใจ

วันนี้ข้าพเจ้ารู้สึกมีความสุขมากขึ้น

เพราะรู้สึกว่า อย่างน้อยก็ยังคงมีลมหายใจ

 และมีชีวิตอยู่เพื่อรักใครบางคน

ถึงแม้จะเป็นรักที่ไม่อาจสมหวัง

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าความรักงดงาม

แม้จะรักข้างเดียว

August 01

ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่การมีชีวิตอยู่โดยที่มีคนตายหายไปจากชีวิตนั่นแหละเจ็บปวดที่สุด

สวัสดีค่ะ..ข้าพเจ้าห่างหายไปจากที่นี่นานเหลือเกินนะค่ะ
การเขียนครั้งล่าสุดคือตอนที่ออกจากพื้นที่
เด็กๆเองรวมทั้งข้าพเจ้าก็แอบมีน้ำตา
ทั้งๆที่ตระหนักเสมอนะค่ะ
ว่า ..เราสามารถกลับมาพบกันได้...
 
รอเพียงแค่วันเวลาจะพัดพาเรามาบรรจบกัน
 
เพราะฉะนั้นการจากกันแบบนี้
ทำให้เรายิ้มได้เสมอ
แค่เพียงรู้ว่า เราจะได้กลับมาเจอกันอย่างแน่นอน
 
 
แต่มีการจากกันอีกแบบค่ะ ที่เป็นการจากลาชั่วนิรันดร์
ไม่มีทางได้กลับมาพบกันอีกเลยตลอดไป
หมายถึง "ตายจากกัน"
 
มีคำถามไหมค่ะ  ว่าทำไมอยู่ดีๆก็พูดเรื่องเป็นเรื่องตาย
 
เมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว พ่อของเพื่อนสนิทเข้าโรงพยาบาลค่ะ
และเมื่อ1อาทิตย์ที่แล้ว พ่อของเพื่อนคนนี้ก็ผ่าตัด
3 วันที่แล้ว พ่ออาการหนัก
และเมื่อเช้าพ่อก็จากไปตอน 8 โมงเช้า
 
2 อาทิตย์ที่แล้วข้าพเจ้ายังรู้สึกว่า ....ไม่ชอบเลย โรงพยาบาล
แต่อาทิตย์ที่แล้วก็ต้องไปอยู่โรงพยาบาลจนพ่อผ่าตัดเสร็จ
3 วันที่แล้ว ไปนอนเป็นเพื่อนแม่ รู้สึกกลัว นอนไม่หลับเลย
2 วันที่แล้ว ช๊อค กับความรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสีย
และเมื่อเช้า ...เมื่อพ่อของเพื่อนจากไปอย่างสงบ ข้าพเจ้ารู้สึกว่า
 
"ความตายไม่ได้น่ากลัวสำหรับคนที่ตายไปแล้ว...แต่น่ากลัวสำหรับคนที่อยู่ต่างหาก"
 
จึงไม่แปลกที่เรามักจะพบว่า
 
"เค้าไปสบายแล้ว"
 
ถ้าบังเอิญกาลครั้งหนึ่ง
ความตายมาพลัดพรากคนที่คุณรักไป
อย่าลืมสองสิ่งนะค่ะ
 
ข้อแรก คือ เค้าไปสบายแล้วค่ะ มีแต่คุณนั่นแหละที่ยังต้องทุกข์ทนต่อไป
 
ข้อสอง คือ อย่าคนที่คุณรักตายฟรีนะค่ะ
จงเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นนะค่ะ
เพราะเค้าลงทุนสอนให้คุณรู้ว่าเวลาของบางคนต่อไม่ได้
หมดแล้วหมดเลย
 
  
 
หันไปบอกคนที่ยังมีชีวิตอยู่เถอะค่ะ...ว่ารัก
ทำดีกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่เถอะค่ะ
อย่าทำร้ายจิตใจกันเลย
นะค่ะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
March 13

น้ำตา กะรอยยิ้ม...วันสุดท้าย

น้ำตา กะรอยยิ้ม...วันสุดท้าย
 

สวัสดีเด็กๆ

เมื่อคืนก่อน

เป็นคืนที่มีโอกาสบอกลาเด็กๆอย่างเป็นทางการ

เตรียมการไว้เป็นอย่างดีนะค่ะ

ตั้งใจว่า อยากให้คืนลา เหมือนกับคืนแรกที่มา

วันนั้นไฟดับค่ะ

ข้าพเจ้าได้คุยกับเด็กๆ แนะนำตัวใต้แสงเทียน

จำได้ว่า วันนั้นบรรยากาศสนุกสนาน น่ารักและอบอุ่น

เลยอยากให้วันลา ออกมาแบบนั้น

ถึงเวลานัด 20.30 น. เด็กๆอยู่พร้อมหน้า มีเพื่อนครูมาช่วย

(ขอบครูๆ พี่นงคราญ อุ๋ย ปุ้ยและลักษณ์ นะค่ะ)

เริ่มต้นด้วยการปิดไฟ จุดเทียน ข้าพเจ้าแอบน้ำตาเล็ดเล็กๆนะค่ะ แต่ตั้งใจว่าไม่อยากจะร้องให้ ไม่อยากให้เด็กๆเศร้า เพราะครูไม่ได้ไปไหนไกล ว่างเมื่อไหร่จะมาหา อยากให้เด็กๆจำแต่รอยยิ้ม

จนได้ แอบมีเด็กๆร้องให้ .... หลายคน

ตั้งใจผูกข้อมือให้เด็กๆทุกคนเลยนะค่ะ

กอดไป บ่นไป อวยพรไป

ตลอดเวลาที่ผูกมือมีเพลงเพราะๆจากเด็กๆ น่ารักมากค่ะ

(ขอบคุณนะค่ะ)

เก็บข้าวของค่ะ กว่าจะได้หลับก็เกือบๆตี 3

ตั้งใจว่า....จะตื่นเช้ามาทำกับข้าวและออกกำลังกายกับเด็กๆ

ตื่นไม่ทันค่ะ

ตื่นจริงๆก็เด็กๆเกือบจะไปโรงเรียนกันแล้ว

เอารูปบางส่วนที่ล้างไว้มาให้เด็กๆค่ะ

ได้ลากันอีกยกใหญ่ๆ

พร้อมจะออกเดินทางเวลา 9.30 น.ค่ะ

แต่ก็ต้องร่ำลาครูๆ

ตอนนี้แหละค่ะ ปวดใจที่สุด

เห็นหน้าเด็กๆแล้วใจหายค่ะ...ไปจริงๆ

เจ้าพวกม.3 ที่กำลังทำข้อมสอบนี่ แทบจะไม่ยอมสบตาเลยนะ(พอดีเด็กๆสอบ)

อาคาร 1 ไม่เท่าไหร่นะค่ะ เพราะเด็กๆส่วนใหญ่สอบ

พอมาอาคาร 2 นี่เป็นเรื่องเลยค่ะ

เด็กๆว่างไงค่ะ

เลยได้ลารอบสอง....รอบนี่มีร้องให้

ซึ้งนะค่ะ....

แต่น้ำตาครูไหลไม่ได้ ตั้งใจว่าเราจะจากเด็กๆด้วยรอยยิ้ม...อย่างมีความสุข....

เหมือนในหนังเลยค่ะ

ตอนที่กำลังจะไปและต้องรีบไป...ก่อนที่จะเศร้าไปกว่านี้

เด็กๆออกมาออกันที่หน้าอาคาร บางคนแอบส่งยิ้มอยู่ในมุม(ไกลๆ) มียืนโบกมือบนชั้น 2 ชั้น 3 และเกาะกลุ่มร้องให้ที่สนาม

...สุดๆ...

ต้องโบกมือและลาจริงๆแล้ว(เศร้า)


...........................



ตอนนี้ถึงเชียงใหม่แล้วนะค่ะ

....ระหว่างทางก็คิดถึงหน้าเด็กๆทุกคนเลย....

คิดถึงค่ะ

ตอนนี้ครูถึงเชียงใหม่แล้ว

กำลังรับผิดชอบหน้าที่อย่างหนักหน่วง

ครูงานยุ่งมากค่ะ

วันนี้อาจจะไม่ได้หลับได้นอน

 .... เพราะต้องรีบเคลียร์งานที่เชียงใหม่เพราะต้องออกเดินทางไป กทม.เย็นนี้

ขอบคุณเด็กๆนะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงครูนะค่ะ

ถ้าครูเหนื่อยแล้วครูจะยิ้มกว้างๆสู้ตายอยู่แล้วค่ะ...

เด็กๆเหมือนกัน ให้ จำสิ่งดีๆที่ครูทำและคำพูดที่ครูสอนนะค่ะ .... ภาระกิจครูเสร็จสิ้นเมื่อไหร่เราจะได้เจอกันอีกครั้งหนึ่งค่ะ

ปล.สุรชัย ตัวเล็กของครูเมื่อเช้าร้องให้ขี้มูกโป่งไป 2 รอบแนะ

ปล.2 ที่ห้องสอบ 3/2 ปุ๊น่าเสียเลยนะ ไม่ยอมยิ้มให้ครูด้วย...แต่ครูก็กลัว จะไปทำลายสมาธิปุ๊กเหมือนกัน

ปล.3 เอกราชนี่ซ้ำฮ้าย....ไม่ยอมมองหน้าครูเลย

ปล.4 คนอื่นๆที่ห้อง 3/2 ขอบคุณทุกรอบยิ้มนะค่ะ

ปล.5 เด็กๆทุกคน ขอบคุณมากสำหรับการโบกมือลา รอยยิ้มและน้ำตา....

ปล.6 สำหรับบางคนที่แอบส่งยิ้มให้ครูที่มุม(นั้น) ครูจะจำรอยยิ้มนี่ไปตลอด อ้อบอกรึยังว่าครูแอบหลงรักรอยยิ้มนี้ตั้งแต่แรกเจอ....และแล้วก็ส่งครูได้จนวินาทีสุดท้ายอย่างที่บอกเลยนะค่ะ

ปล.7 ครูคิดถึงทุกคนแน่นอน...สู้ตายนะเด็กๆ ถ้าคิดถึงครูห้ามเศร้า ต้องยิ้มและสู้

อันนี้เว็บ  http://grajok.spaces.live.com

สำหรับไปตามดูรูปใหม่ๆที่ถ่ายวันลาครูนะค่ะ

August 22

คุยกับคนบนฟ้า

เนื้อร้อง/ทำนอง : สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา
เรียบเรียง : คิรินทร์ คุ้มรักษ์
ขับร้อง : พิง ลำพระเพลิง
--------------------------------------------------------------
เพิ่งรู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน
ที่ต้องใช้ชีวิตลำพัง
ฟ้าทุกเช้ามันอ้างว้าง
ตั้งแต่เธอจากไป
ชีวิตต้องเดินก็รู้
แต่ไม่รู้จะเดินเพื่อใคร
ดาวบนฟ้าคว้ามาได้
ใครจะร่วมชื่นชม

ยามค่ำคืนยังยืนมองขอบฟ้า
เธอสบตากับฉันบ้างหรือเปล่า
คิดถึงเธอ คนที่ดีที่สุด
ถึงแม้ได้พูดในวันที่มันสาย
ยังคงรักเธอ
เธอได้ยินฉันมั้ย
อยู่แห่งไหน
หัวใจมีแต่เธอ

เพิ่งรู้ว่ากอดมันหวาน
เมื่อเธอนั้นไปไกลลับตา
ใช้ทั้งสองมือไขว่คว้า
คงไม่มีค่าใด
ห้องน้อยของเธอกับฉัน
ที่วันนั้นมันดูแคบไป
เพิ่งจะรู้มันกว้างใหญ่
เกินจะนอนคนเดียว

ยามค่ำคืนยังยืนมองขอบฟ้า
เธอสบตากับฉันบ้างหรือเปล่า
คิดถึงเธอ คนที่ดีที่สุด
ถึงแม้ได้พูดในวันที่มันสาย
ยังคงรักเธอ เธอได้ยินฉันมั้ย
อยู่แห่งไหน
หัวใจมีแต่เธอ

คิดถึงเธอ คนที่ดีที่สุด
ถึงแม้ได้พูดในวันที่มันสาย
ยังคงรักเธอ
เธอได้ยินฉันมั้ย
อยู่แห่งไหน
หัวใจมีแต่เธอ...
ได้ยินมั้ย คิดถึงเธอ...


เนื้อร้อง/ทำนอง : สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา
เรียบเรียง : คิรินทร์ คุ้มรักษ์
ขับร้อง : พิง ลำพระเพลิง
--------------------------------------------------------------
เพิ่งรู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน
ที่ต้องใช้ชีวิตลำพัง
ฟ้าทุกเช้ามันอ้างว้าง
ตั้งแต่เธอจากไป
ชีวิตต้องเดินก็รู้
แต่ไม่รู้จะเดินเพื่อใคร
ดาวบนฟ้าคว้ามาได้
ใครจะร่วมชื่นชม

ยามค่ำคืนยังยืนมองขอบฟ้า
เธอสบตากับฉันบ้างหรือเปล่า
คิดถึงเธอ คนที่ดีที่สุด
ถึงแม้ได้พูดในวันที่มันสาย
ยังคงรักเธอ
เธอได้ยินฉันมั้ย
อยู่แห่งไหน
หัวใจมีแต่เธอ

เพิ่งรู้ว่ากอดมันหวาน
เมื่อเธอนั้นไปไกลลับตา
ใช้ทั้งสองมือไขว่คว้า
คงไม่มีค่าใด
ห้องน้อยของเธอกับฉัน
ที่วันนั้นมันดูแคบไป
เพิ่งจะรู้มันกว้างใหญ่
เกินจะนอนคนเดียว

ยามค่ำคืนยังยืนมองขอบฟ้า
เธอสบตากับฉันบ้างหรือเปล่า
คิดถึงเธอ คนที่ดีที่สุด
ถึงแม้ได้พูดในวันที่มันสาย
ยังคงรักเธอ เธอได้ยินฉันมั้ย
อยู่แห่งไหน
หัวใจมีแต่เธอ

คิดถึงเธอ คนที่ดีที่สุด
ถึงแม้ได้พูดในวันที่มันสาย
ยังคงรักเธอ
เธอได้ยินฉันมั้ย
อยู่แห่งไหน
หัวใจมีแต่เธอ...
ได้ยินมั้ย คิดถึงเธอ...

http://203.150.224.157/musicart//newmusicstation/kodrakanglei/keantungkhonbonfar.swf


ข้าพเจ้าเป็นโรคซึมเศร้าแน่ๆ
 
ข้าพเจ้าเริ่มมั่นใจขึ้นเรื่ออยๆ เมื่อโตขึ้น โตขึ้น
 
แต่ก่อนข้าพเจ้าไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเหงา ทำไมเหงา ทำไมจึงเหงา
 
แค่ฝนตก แค่ลมพริ้วๆ ใบไม้ร่วง ก็ทำข้าพเจ้าร้องให้ได้
 
ข้าพเจ้ายังอยากจะยิ้มใหญ่ๆ
 
และยังไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
 
เอาไว้หลังเรียนจบ ข้าพเจ้าคงได้บำบัดจริงๆจังกะเค้าซะที
 
แต่ไม่ต้องห่วงนะ ข้าพเจ้าประคับประคองมันมาได้ 9 ปี
 
มันไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก
 
เหอะ เหอะ แต่เพลงนี้ ทำเอาข้าพเจ้าอยากร้องให้เหมือนกันนะเนี้ย
 
เป็นเรื่องของเพลง
 
....................................................................
 
ความรักเอย
 
"จะใจร้ายกับฉันไปถึงไหนนะ"
 
 
 
 
 
 
 

 
 



 
August 20

ฉันจะเล่านิทาน ... อ่านนะ

ฉันจะเล่านิทาน ... อ่านนะ
 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

หมาป่าน้อยเดียวดาย เต้นรำกลางสายฝน เต้นรำท่ามกลางฝนพรำ เหมือนฝนจงใจลงโทษหมาป่าน้อยเดียวดาย

ให้เหน็บหนาวจากความเปียกปอน

ให้เจ็บปวดจากสายฝยที่หล่อนกระทบหัวอย่างไม่ขาดสาย

หมาป่าน้อยเดียวดาย เริ่มร้องให้ ไม่ใช่เพราะเจ็บปวดจากการลงโทษของสายฝน

แต่เพราะเดียวดาย

"เต้นรำคนเดียวไม่สนุกเลย"

"ฉันแค่อยากมีเพื่อนร่วมเต้นรำท่ามกลางสายฝน หรือแม้กระทั่งในวันที่แสงแดดแผดเผา ฉันก็แค่อยากมีใครนั่งเหงาเป็นเพื่อน"

หมาป่าพูด

แมลงปอปีกบางแสนสวยรักเสรี บินผ่านมา

หมาป่าจึงร้องทัก

"เธอ อยากอยู่เป็นเพื่อน ดูฉันเต้นรำไหม"

"ฉันไม่แน่ใจ ฉันไม่รู้ว่ามันจะเป็นการเสียเวลาหรือเปล่า ..."

"เธอเหงาบ้างไหม" หมาป่าเดียวดายถามไถ่

"ไม่ ฉันชอบอยู่คนเดียว" แมลงปอปีกบางแสนสวยรักเสรีบอก

"ดูฉันเต้นเถอะนะ ฉันจะเต้นให้สวยที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ ให้เธอดู ขอแค่เธออยู่เป็นเพื่อนฉันบ้าง" หมาป่าน้อยเดียวดายพูด

?????? แมลงปอเปียกสวย เงียบงัน

แต่ยังคงบินวนไปมา ในขณะที่หมาป่าน้อย เต้นรำกลางสายฝน

หลายวันผ่านไป ในขณะที่หมาป่าเดียวดายเต้นรำกลางแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า แมลงปอปีกแสนสวย ยังคงบินวนเวียน อยู่ใกล้ๆ

มีเสียงทั้งคู่คุยกันบ้าง เป็นบางคราว ให้รู้ว่า "มิตรภาพเกิดขึ้นแล้วท่ามกลางภาระหน้าที่และความแตกต่าง"

แมลงปอปีกบาง แสนสวย รักเสรี คาดหวังอะไรจากมิตรภาพครั้งนี้

เพราะปีกฉันบอบบางมาก จงอย่าเข้าใกล้ฉันจนเกินไป ปีกของฉันอาจจะเสียหาย อย่าโอบกอด เพราะเมื่อฉันอยากจะเข้าใกล้เธอเมื่อไหร่ ฉันจะเป็นฝ่ายบินไปหาเธอเอง

ฉันรักอิสระ ปีกบางๆของฉันบินได้ไกลมากๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ปล่อยให้ฉันบินบ้าง บินไปในที่ ที่ฉันอยากไป พอฉันคิดถึงเธอ ฉันจะกลับมา เพระว่า เราผูกพันกันและฉันเองก็คิดถึงเธอ

ฉันรักเธอนะ แต่อย่าให้ฉันบอกเลย ฉันพูดไม่เก่ง หลายอย่างที่ฉันทำ ฉันคิดว่าเธอจะสัมผัสได้ด้วยหัวใจว่าฉันเองก็รักเธอนะ

แล้วหมาป่าหล่ะ คาดหวังอะไรจากมิตรภาพที่เกิดขึ้น

ฉันเดียวดาย เต้นรำกลางสายฝนมานาน ฉันแค่อยากจะมีใครสักคนมาเป็นเพื่อนฉัน มาเต้นรำกับฉัน หรือเป็นกำลังใจให้ฉันเต้นรำต่อไป

บางครั้ง ฉันก็อยากจะโอบกอดเธอแรงๆ ให้เธอรู้ว่า ฉันรักเธอนะ แต่ปีกของเธอบอบบางซะจนฉันไม่กล้ากอด ฉันกลัวจะทำให้เธอบอบช้ำ

เวลาที่เธอบินมาใกล้ๆ ฉันรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก "เธอช่วยบินอยู่ใกล้ฉันได้ไหม"

ฉันเต้นรำ ตามหา ในวันที่เธอหายไป มีอยู่เช้าวันหนึ่ง เธอไปไหน ฉันไม่รู้ ฉันเต้นรำ ตามหา แต่ไม่พบ ฉันร้องให้ จนเธอกลับมา บอกกับฉันว่า เธอชอบเดินทาง ปล่อยให้เธอได้เดินทางบ้าง ฉันบอกเธอไป ฉันแค่อยากให้เธอบอกฉันในวันที่เธอไม่อยู่ เธอจะไปที่ไหนก็ได้ ที่เธอต้องการ ฉันแค่อยากรู้ ว่าเธอไปไหน ฉันแค่กลัวว่า เธอจะทิ้งฉันไป ให้เดียวดาย เหมือนในวันที่ฉันไม่มีเธอ

แมลงปอปีกบางแสนสวยรักเสรี และหมาป่าเดียวดาย เต้นรำกลางสายฝน ยังเรียนรู้ไปข้างหน้า เพื่อค้นหาอะไรบางอย่างด้วยกัน........

ฉัน : หมาป่าน้อยเดียวดาย เต้นรำกลางสายฝน

เธอ : แมลงปอปีกบางแสนสวยรักเสรี

July 01

เหลือ...ก็เก็บไว้ในความทรงจำ

กลับจากดูงานเหนื่อยจัง
 
เวลาเหนื่อยๆ แล้วมองไปที่เตียง มันเหมือนมีอะไรสักอย่างดูดวิญาณของข้าพเจ้าไป
 
ผลก็คือพอล้มตัวลงนอนปุ๊บก็หลับปั๊บเลย...พี่น้อง
 
อย่างว่า...4 ทุ่มก็หลับแล้ว ทั้งๆที่ข้าพเจ้าสุดแสนจะอยากดูบอลโลก ก็วันนี้วันเสาร์จะตื่นสักกี่โมงก็ได้
 
วะ ฮะ ฮ้า! แต่เอาเถอะข้าพเจ้าก็ตื่นแต่เช้าอยู่ดีเพราะเพื่อนบังเกิดเกล้ามาปลุกตอนเกือบจะ 8 โมง
 
วันนี้ มีความสุขดี
 
หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงวิกฤตของชีวิตไป
 
มีเรื่องอยากจะบอกเล่าผ่านเพื่อนๆว่า ถ้าท่านไม่เคยเป็นผู้หญิง หรือถึงจะเป็นผู้หญิงแต่ท่านมีระดับฮอร์โมนที่ปกติ ท่านจะไม่รู้เลยว่า ความซึมเศร้าอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนนั้น สามารถทำให้ท่านซึมเศร้าได้อย่างมากมายมหาศาล
 
ข้าพเจ้าเพิ่งผ่านช่วงนั้นมา
 
และแบบว่า มันจะเป็นอยู่อย่างนั้น ร่วมอาทิตย์เลยแหละท่าน
 
*********************************
 
ช่วงนี้ข้าพเจ้า ฟังเพลงนี้ต่อเนื่องประมาณ 2-3 ชั่วโมง ท่านๆอยากฟังกับข้าพเจ้าไหม อ่ะให้ฟังด้วยกัน
 
 
ทำไมถึงชอบเพลงนี้
 
อยู่ให้ฉัน.....
 
มันเหมือนช่อว่างที่จะเติมว่าอะไรก็ได้
 
อยู่ให้ฉัน...รัก...
อยู่ให้ฉัน...ดูเล...
อยู่ให้ฉัน...มีเธอ...
 
ฯลฯ
แล้วเอาเพลงนี้ให้คน คนนั้นฟัง
 
ลึกๆเพลงนี้ อยากบอกว่า...อย่าจากกันไปไหนเลยนะ
 
และได้โปรดเข้าใจเถอะว่า ... อยากให้อยู่ด้วยกันตรงนี้ ด้วยกัน
 
แต่ถ้าวันหนึ่งใครบางคนจะจากไป ก็คงต้องเข้าใจว่า...
 
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันก็จะอยู่ในความทรงจำ
 
เหลือ...ก็เก็บไว้ในความทรงจำ
 
ปล. I be there for you!
June 30

อยู่ให้ฉัน

 
ชื่อเพลง :
อยู่ให้ฉัน
ศิลปิน :
Lal La By
 
 
 
ดูงานที่นั่นลพบุรีและสระบุรี
 
ออกจากสำนักเวลา 7 โมง
 
ไปถึงถ้ำกระบอกเวลาเกือบ 10 โมง
 
ฟังบรรยาย ส่วนใหญ่อาสาสมัครที่นั่นเป็นชาวต่างชาติที่ดูมีความรู้ทั้งนั้น
 
ความรู้สึกที่ได้รับหลังจากดูงานที่นี่ ก็ดีนะ รู้สึกดี ใช้ได้เลยแหละ
 
ไม่ชอบหน่อยกฏตอนลองกินยาขมๆ เค้าบอกว่ามันบำรุงดีอะนะ (ถูกบังคับให้ลวงด้วย แง)กับอีกทีก็ตอนที่เค้าเอา case มาดื่มยาที่ทำให้อ๊วก
 
กินยาไป 25 cc แต่ต้องกินน้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดถัง แล้วก็ อ๊วก!อ๊วก!อ๊วก!
 
เราไม่ได้รู้สึกว่าจะอ๊วกตามหรอกนะ แต่สงสาร
 
อาจจะเป็นเพราะชีวิตนี้อ๊วกมาบ่อยเลยรู้ว่ามันทรมานมาก
 
อาจารย์ใหม่กับแต๊กบอกว่า อยากลอง
 
ถ้า 2 คนนี้ลองข้าพเจ้าคงไม่กล้าดู .... อึมมม ...ว่าไปข้าพเจ้าไม่ให้เค้าลองหรอก มันทรมานเกินไป
 
ที่ถ้ำกระบอกพระท่านเหมือนบังคับให้รับสัจจะไป 3 ข้อ(อารามณ์สาบานอ่ะ)
 
แต่เราคิดว่าทำได้เลยรับไป นั่นคือ
 
1. รู้คุณบิดามารดา
2.ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ยกเว้นเหล้ากับบุหรี่เพระถือว่าไม่ผิดกฏหมาย
3. ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา
 
ก็รับกันไป
 
ออกจากถ้ำกระบอกเดินทางต่อไปที่วัดพระบาทน้ำพุ
ไปถึงวิทยากรก็พาเดินทัวร์
มีทั้งไปดูศพผู้ป่วยที่บริจาคร่างกาย
แต่ที่ทำให้รู้สึก อึมมม ที่สุด ก็คือไปดูผู้ป่วยที่ตึก รพ.
แรกๆแถวๆหน้าประตูก็ดูแข็งแรงดีอยู่หรอก แต่พอเข้าไปด้านในมากขึ้น
 
พี่น้อง ! ข้าพเจ้าไม่ได้กลัวผู้ติดเชื้อหรืออะไรหรอก เพระก็มีประสบการณ์ดูแล case ติดเชื้อมาบ้าง
 
แต่ที่นี่ข้าพเจ้าหดหู่
 
ข้าพเจ้ากลัวเลือด ข้าพเจ้าเวทนา สงสาร และไม่สามารถมองหน้าบรรดาผู้ป่วยได้
 
หลายคนอาการไม่ดีเลย
 
ข้าพเจ้าถึงขั้นปวดหัว
 
ในที่สุดก็ออกจาก รพ.
 
ไปต่อที่ห้องแสดง เค้าจะให้ดูก็ต่อเมื่อมีคนดูสัก 50 คนขึ้นไป
 
แต่เราๆเนี้ยมีกันแค่ 28 คนไง เลยได้เข้าไปดูเมื่ออีกกรุ๊ปมา
 
ความรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่เต็มร้อย เพระข้าพเจ้าปวดหัวมาก พี่น้อง!
 
ข้าพเจ้าผ่านที่นี่ไปด้วยอาการปวดหัวข้างเดียว แต่ก็ยังโอเคอยู่นะ
 
ที่สุดท้ายที่เราจะไปในวันนี้ก็คือ ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมไทยวน ที่สระบุรี
 
เป็นบ้านไทย ริมแม่น้ำ
 
ไปถึงก็ลงเล่นน้ำคลองเลย สนุกดี แต่คันนิดหน่อย
 
ภาคดึกมีจัดการแสดง แลกเปลี่ยน พอดีมีอีกกลุ่มมาชน ก็บ้านไร่กาแฟ เลยได้กินกาแฟของบ้านไร่กาแฟ เป็นแก้วที่ 2 ของวันนี้
 
ผลหน่ะหรือท่าน
 
กาแฟเค้าดีจริงๆ
 
เพราะอะไร ตลอดทั้งวันข้าพเจ้าไม่มีง่วง หงาว หาว นอนเลย
 
และแก้วที่ 2 นี่เองที่ข้าพเจ้าดื่มไปตอน 4 ทุ่ม ผลหน่ะหรือ
 
ก็หลังจากที่ข้าพเจ้าหาเพื่อนร่วมอุดมการณืได้เพิ่มอีก 3 คน เรา 4 คน เจ๊นู๋นา เรา แต๊ก ป๋าแมน เลยมานอนกันที่เรือนแพ
 
เพื่อนๆคนอื่นก็ออกมานอนกันตามระเบียงบ้าง ระเบียงเรือนแพหลังอื่นๆบ้าง
 
คืนนี้เราก็คุยกันไปเรื่อยแหละกับแต๊ก
 
ในขณะที่ชาวบ้านชาวช่อง รวมทั้งเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของข้าพเจ้าเข้าสู่นิทรากันหมดแล้ว
 
ข้าพเจ้าก็ร้อนรุ่ม ม่ายช่าย ร้อนพี่น้อง
 
พอดีข้าพเจ้าก็นอนในมุ้งกับเจ๊นู๋นานั่นแหละ แต่มันร้อนมาก นอนไม่ได้เลย
 
ก็เลยออกมานอนนอกมุ้ง
 
ผลหรือท่าน กาแฟ มันทำให้ข้าพเจ้าหลับไม่ลง
 
ยุงมันก้บินไปบินมา กัดแล้ว กัดอีก ร้อนก้ร้อน โอ๊ยพี่น้อง ยันตี 2 ก็ยังไม่หลับ
 
พอหลับแล้วก็จำได้ว่า จากตี 2 ถึง 6 ดมงเช้าเนี้ยข้าพเจ้าตื่นทายากันยุง 3 รอบ คิดเป็นเกือบทุกชั่วโมง
 
อ่าไม่ตายๆ ตื่นมาอาบน้ำและฟังเจ้าของศูนย์บรรยาย
 
ที่นอกชานเรือนไทยโบราณ ผลจากการอดนอนเมื่อคืน และลมเย็นๆจากแม่น้ำ ข้าพเจ้าก็หลังพิงฝา หลับเป้นระยะๆ
 
ครั้งสุดท้ายถึงขั้นละเมอ
 
โอ๊ย! ชีวิต
 
กลับถึง มธ.บ่าย 3 ฮับป๋ม
 
หลับมาตลอดทางเรยพี่น้อง
 
*******************************
 
เพลงนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยได้ฟังมาก่อน
 
แต่ข้าพเจ้าอยากให้ใครบางคนฟังเพลงนี้และเข้าใจว่าข้าพเจ้าอยากบอกว่า "อยู่ให้ฉัน..."
 
*****************************
 
..............อยู่ให้ฉัน....................
 
จะกอดเธอเอาไว้ อ้อนวอนด้วยหัวใจ

ก็จะทำให้เธอเปลี่ยนใจ  ก็จะทำให้เธอเห็นใจ

ก็จะทำให้เธอเรื่อยไป  จากฉัน



ยังไงก็เคยรัก  ก็คนไกล ๆ ห่วงใย

เธอจะทำให้ฉันได้ไหม

แบบว่าฉันพอมีความหมาย

ทำไมฉันยังถึงไม่...ได้รักกัน



*ก็รู้อยู่  แต่จะให้ทำอย่างไร

ก็ยังรักอยู่  จนไม่อาจทำใจรับไหว



**อยู่ให้ฉันรักเธอ

อยู่ให้ฉันรักก่อน

หัวใจร่ำร้องไม่ยอมให้เธอไป

อยู่ให้ฉันรักเถอะ

แม้เธอไม่รักตอบ

ทิ้งตัวลงอ้อนวอนขอให้เธอ

อยู่กับฉัน (ไม่ไป)





ทุกคราให้ความหมาย

รักคือการให้

ไม่อาจครอบครองเอาไว้

ฉันก็รู้ก็เข้าใจ 

มันไม่พอทำให้หัวใจเธอรักเรา



(ซ้ำ *,**)





(ซ้ำ **)



จะกอดเธอเอาไว้ อ้อนวอนด้วยหัวใจ

ก็จะทำให้เธอเปลี่ยนใจ  ก็จะทำให้เธอเห็นใจ

ก็จะทำให้เธอไม่...ไป 


June 28

ใจไปเที่ยวดอยแล้ว

ช่วงนี้ บรรยายกาศอึมครึม คลอบคลุมไปทั่วบ้าน ส.บอ.
 
เมื่อวานข้าพเจ้าพบว่า การพูดของข้าพเจ้าเนี้ย
 
ไปกระแทกต่อมหมั่นใส้คนหลายคน
 
อาทิตยืที่ผ่านมา เป้นอาทิตย์ที่ข้าพเจ้า เบื่อและอยู่ไม่ติดบ้าน นี่ถ้าเค้าโหวดกันออกได้ ข้าพเจ้าคงถูกโหวดไปแล้ว
 
สาเหตุที่ไม่อยากอยู่ (หนีมาหลบในห้องสมุด)ก็เพราะเบื่อ
 
คนเรานี่พอมันเห้นหน้ากัน 24 ชั่วโมง 7 วันนในหนึ่งอาทิตย์นี่มันไม่ธรรมดาเลยนะ
 
ข้าพเจ้า เบื่อ ข้าพเจ้าเลยออกมาอ่านหนังสือ
 
แต่....เมื่อวาน มีคนมาพูดให้ข้าพงง เป็นไก่ตาแตกว่า .... เค้าไม่พอใจ
 
ก็ว่าทำไมเงียบไป...แล้วก้มองแปลกๆ
 
ในขณะที่ข้าพเจ้าก้เป็นตัวตนของข้าพเจ้าแบบนี้ มันไปทำให้คนอื่นเคือง
 
แล้วข้าพเจ้าต้องทำยังไง
 
แล้วจะให้ทำอย่างไรหล่ะพี่น้อง เข้าสู่โหมดเดิมอีกแล้ว คือโหมดก็กูเป็นงี้
 
แต่ยังไงซะข้าพเจ้าก้คงจะไม่สามารถเปลี่ยนตัวตนเพื่อใครได้หรอก
 
ข้าพเจ้าก้เป้นของข้าพเจ้าอย่างงี้แหละ
 
แต่ข้าพเจ้าก็ยืนยันในความจริง ความงาม ความดี
 
ข้าพเจ้าไม่เคยคิดร้ายใคร
 
แล้วจะให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนไปเป้นแบบไหนหล่ะท่าน
 
เงียบขึ้น
 
ปิดบังความรู้สึก เสแสร้ง
 
อ้า!!!ข้าพเจ้าไม่ทำ
 
แต่ข้าพเจ้าจะพยายามนิ่งเป้นหินเลยท่าน จะพยายามครองสติให้มั่น
 
ได้แต่หวังว่าทุกอย่างคงจะผ่านไปได้ด้วยดี
 
โอม!!!เพี้ยง
 
ขำๆหรอก ข้าพเจ้าไม่ค่อยเครียดแล้ว
ก้ไม่รู้จะทำยังไง ข้าพเจ้ามันอารมณ์ศิลปินนี่น่า
 
 
วันนี้ทั้งวันข้าพเจ้านั่งคิดแต่ว่า วันที่ 8-11 นี้ข้าพเจ้าจะไปเที่ยวไหนบ้าง
 
ใจข้าพเจ้า ลอยไปถึงเชียงใหม่ ดอยอิน ดอยปุย ปาย แม่สาย ดอยตุง โอ๊ย !!!! ไม่ไหวแระ อยากกลับขึ้นดอยเจงๆ
June 27

บทพิสูจน์

เข้าสู่โหมด เบื่อโลกแตก
อะไรที่เป้นปัญหาที่สุดในโลก
ก็คนนี่แหละ
พอคนหลายๆคนมาอยู่รวมกัน
ปัญหาเพียบเลย
 
เฮ้อ !!!! ฉันถอนหายใจแรงๆ
 
ทำให้สบายใจขึ้นมาหน่อย
 
อย่างหน่อยฉันก็ยังมีใครสักคนเป้นเพื่อนอยู่ข้างๆ
 
แต่อาจจะหวังมากเกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้สินะ
 
เพราะไม่มีใครรู้ได้เลยว่า พรุ่งนี้จะเหมือนวันนี้หรือเปล่า
 
แต่จริงๆก็ไม่มีจริงหรอก พรุ่งนี้
 
คิดมากไปทำไป
 
วันนี้สดุดคำบางคำของแต๊กอ่ะ
 
ปกติฉันจะบอกว่า มันเหมือนหิน
 
แตกต่างนิดหน่อยก้ตรงที่มันขยับหัวได้นี่แหละ
 
พอวันนี้มานั่งคุยกันเรื่องปัญหาโลกแตก มันบอกว่าคงต้องทำตัวยิ่งกว่าหิน
 
อึมมม คงต้องเป้นแบบนั้นแหละ
 
อ่อนแอ ปวกเปียก ขี้ท้อแท้ คงไปไม่ถึงไหน
 
ที่ผ่านมา อุปสรรคเยอะแยะ ยังรอดมาได้
 
เรื่องแค่นี้ฉันต้องคิดว่า ขี้ๆ
 
ไม่มีอะไรเลย
 
สู้ตายโว๊ย
June 25

วันที่ได้หยุดคิด...ถึงเธอ...

ฉันเบื่อหน่ะ

 

เพื่อนๆก็เบื่อก้ท้อกันทั้งนั้น

 

เบื่อถึงขั้นคนหนึ่งจะออกแล้ว

 

อีก 2 คนก้จะออกตาม

 

จริงๆ เรามีกันแค่ 21 คนเอง

 

แต่เราก็ยังเข้ากันไม่ได้หมดเลย

 

ความท้อของแต่ละคนมาจากคนละสาเหตุ

 

แต่เพื่อนฉันท้อเพราะสุขภาพเค้าไม่ไหวแล้วจริงๆ

 

ส่วนแน ท้อเพราะมีอะไรบางอย่างท้าทาย

 

คิดๆไปแล้วมันงี่เง่านะ ไอ้ความคิดแบบนี้ ท้อแล้วหนี ไม่ใช่ฉัน

 

ไม่ได้แระ ต้องลุกขึ้นสู้อีก

 

เมื่อกี้ไปอ่านสเปชของเพื่อนมา เค้าอยุ่กันถึงเมืองนอกเมืองนา ท้อไปคุยกับใครก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง

 

ฉันเนี้ย อยุ่เมืองไทย เพื่อนเต็มบ้านเต็มเมือง ฉันยังท้อยังเหงา

 

อาจจะเหมือนที่นังกรวดมันบอกแหละ ต้องให้กำลังใจตัวเอง ต้องสู้ เพราะไม่มีใครเดินกับเราไปตลอดชีวิต

 

ฉันได้รับการท้าทายจากใครบางคนไป ฉันตอบโต้ ฉันแพ้

 

ฉันแพ้แล้ว

 

เข้าสู่โหมด ท้อแท้

 

จริงๆ ฉันแพ้ทุกคนในโลกนี้มาตลอดแหละ

เพราะอะไร???? ก่อนที่จะไปถึงการต่อสู้กับคนอื่น ฉันก็สู้รบปรบมือกับตัวเอง และแพ้ บ่อยครั้ง...

 

วันนี้จะเป็นวันที่นั่งเงียบๆ เพื่อคิดว่า จะจัดการกับความขัดข้องเหล่านั้น อย่างไร

 

ปล.ขอบคุณใครบางคนที่ผ่านเข้ามาเดินไปพร้อมๆกัน ฉันขี้เหงาหน่ะ

June 21

Go on and on

Go on and on

สวัสดีมิตรภาพ

ฉันมาอยู่ที่นี่ขึ้นอาทิตย์ที่ 4 แล้วนะ

เหนื่อยเชียวแหละ กับการกลับมาเรียนอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหน

เป็นการเรียนที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน 21 คน

เหมือนอยู่ในบ้าน Big brother

เพียงแต่ไม่มีการโหวตออก

ถึงแม้ไม่มีคนเป็นล้าน แอบมองความเป็นไปในบ้านน้อยหลังนี้

แต่ฉันเชื่อว่าใครบางคน กำลังแอบมองฉันอยู่

เค้าอาจจะเห็นความพยายามบางอย่างของฉัน ที่จะพัฒนาตัวเอง ทักษะ และความรู้จนวันหนึ่งได้ออกไปปฏิบัติจริงซะที

อยากเล่าเรื่องเพื่อนใหม่ ความเป็นไปให้ฟังจัง
เอาวันละคนก็แล้วกันนะ
เล่าเรื่องแต๊กดีกว่า เพราะตอนนี้แต๊กนุ่งอยู่ข้างๆ
เรากับแต๊กเจอหน้ากันช้าสุด ในบรรดาเพื่อนทั้ง 21 คน
เพราะตอนที่แตกอยุ่ เราไม่อยู่ พอแต๊กไป เรามา กว่าจะเจอกันก็ เกือบ 2อาทิตย์

แรกพบกันไม่ค่อยอยากคุยด้วยหรอกนะ(แบบว่าสวยไง เลยเล่นตัว อิอิ)

แล้วที่เริ่มมาคุยกันเป้นจริงเป็นจัง เมื่อฉันได้สัมผัสมืออันหยาบกร้านของแต๊ก ล้อเล่น ไม่หรอก แค่ดูลายมือเล่นๆ

นั่นเป็นจุดเริ่มต้น

แต๊กเป็นคนน่ารัก แต่เค้าบอกว่า เค้าไม่รู้จะพูดอะไรกับคนอื่น เลยเงียบๆ ....

นินทามากไม่ได้

แต่ประทับใจที่แต๊กเป็นคนมีน้ำใจ ง่ายๆ ลุยๆ ที่สำคัญ 5555 เป็นเพื่อนของข้าพเจ้าเอง

จบแระๆ

ปล. ความห่วงใยที่มีต่อเธอ
อยากให้เธอยิ้มให้กับอดีตที่ผ่านแล้ว และไม่มีวันที่จะกลับมาหาเธออีก

อยากให้เธอคลายความคับข้องภายในจิตใจ เพราะถึงแม้จะเป็นเรื่องปกติของชีวิตมนุษย์ แต่ถ้ามีอยู่บ่อยๆ มากเกินไปก็ไม่ดี
และสุดท้าย เป็นเพื่อนกันนะ 

June 14

ความมา ที่เป็นไป

วันนี้เป็นวันแรกที่เราทั้ง 21 คน กลับมากันครบ
ความวุ่นวายมาพร้อมกับเสียหัวเราะ
มันเหมือนโลกสมมุติ ทุกวินาที ที่ผ่านไปเหมือนฝัน
ในฝัน เรามีทุกอย่าง ทั้งสนุก สนาน หัวเราะ บางทีก็มีเศ้ราบ้างเบื่อบ้าง

แค่มองให้มันเหมือนฝัน คือ ทุกอย่างเกิดขึ้นและดับลงอย่างรวดเร็ว บางทีรู้แทบไม่ทันการเปลี่ยนแปลง

นั่นแหละ

ที่นี่ก็เหมือนกัน เพื่อนก็เหมือนกัน ทุกคนเป็นเหมือนกัน

บางทีการคิดแบบนี้ อาจจะยิ่งทำให้รู้ไม่ทัน

มิหนำซ้ำ อาจจะทำให้ไม่ยินดี ยินร้ายกับอะไรทั้งนั้น

ยังไม่รู้เหมือนกัน

แต่มีกัลยานมิตรบอกว่า "จงครองสติให้มั่น"

มาอยู่กทม.แล้ว คงจะได้มีโอกาสไปฟังธรรมของท่านอาจารย์สุจินต์ในไม่ช้า

ไปด้วยกันไหมค่ะ
June 11

วันครอบครัว

ปีหน่อยๆแล้วที่ไม่ได้เจอพี่ๆน้องๆ รวมทั้งแม่
วันนี้จะไปเจอ พี่ๆน้องๆ แต่ยังไม่ได้เจอแม่นะ
ไม่ได้เจอกันนานๆแบบนี้ ข้าพเจ้าจะต้องตกเป็นจำเลยให้พี่ๆน้องๆซักไซ้ไล่เลียง
ไม่เป็นไรๆ
 
ดำเนินชีวิตแบบคนเร่อร่อนมานาน จนแทบจะลืมแล้วว่ายังมีครอบครัวที่รักและห่วงใยคอยอยู่
 
ที่ธรรมศาสตร์ สนุกดี
อีก 2-3 วันเพื่อนๆถึงจะกลับมา ใช้ชีวิตด้วยกันอีกครั้ง
 
สวัสดีชีวิต
June 10

...อยากได้ยินอะไร...

กาลครั้งหนึ่งวันนี้
วันที่ไม่ได้เรียนหนังสือ 9 โมงเช้าถึง 4-5 โมงเย็น
วันที่เพื่อนๆอีก 10กว่าคนกลับบ้าน
วันที่ฉันอยู่คนเดียว บนตึกเก่าที่สุดในธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต
ฉันพบว่า ฉันไม่ได้เหงาจนเกินไป
ฉันค้นพบว่าฉันอยู่คนเดียวได้
ฉันค้นพบว่า การได้อยู่คนเดียวบ้าง มันทำให้ฉันมีพลังแปลกๆ
ฉันค้นพบว่า การได้คิดถึงใครบางคน ตอนที่เค้าไม่อยู่ ทำให้ฉันอยากเก็บทุกเสี้ยววินาทีต่อจากนี้ในวันที่เค้ากลับมาไว้
 
ฉันจะอยุ่คนเดียวแบบนี้อีก 2-3 วัน เพื่อรอคอยความวุ่นวายที่มาพร้อมกับเพื่อนๆ รั้อยแปดพันเก้า
แต่มันสนุกมากนะ
 
สนุกจนไม่อยากจะคิดถึงอีก 3 เดือนข้างหน้า ว่าเราทั้งหมดต้องแยกกันไปคนละที่
7 เดือนในพื้นที่ ที่เราต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง
 
มันดูน่าสนุก
แต่คงเศร้าๆ
 
เอาน่าชีวิต